อ. 6 อากาศ

เขียนโดย Administrator on .

      คนถ้าขาดอากาศ 3 นาทีเซลล์สมองจะหยุดทำงาน ถ้าเกิน 6 นาทีเซลล์สมองจะตายอย่างถาวร ความจุของปอดเรียกว่า “ความจุของชีวิต” (Vital Capacity ไวตอล คาปาซิตี้) คนปกติความจุประมาณ2,500 ซี.ซี. พวกที่เป็นหอบหืด ถุงลมโป่งพอง ความจุจะน้อยทำให้ขาด ออกซิเจน และเหนื่อยง่าย
     อากาศที่ดีต้องไม่มีมลพิษ อุณหภูมิค่อนข้างต่ำ การออกกำลังอย่างสม่ำเสมอจะทำให้ปอดแข็งแรงจุอากาศได้มากขึ้นมีผลให้อายุยืนยาว
      ทุกวันนี้เราหายใจแผ่ว ๆ ปอดขยายตัวและหดตัวได้อากาศ 500 ซีซีหรือเพียง 20% ของปอดเท่านั้น นี่อีกวิธีหนึ่งที่ทำให้หายใจเอาอากาศเข้าปอดได้อย่างเต็มที่ ลองหัดทำดูจะพบว่าดีจริง ๆ

วิธีการหายใจมีดังนี้คือ
     ให้ยืนขึ้นหายใจเข้าช้า ๆ นับในใจ 1 2 3 4 5 ขณะหายใจเข้าต้องทำให้ท้องป่องออกเต็มที่ ให้หน้าอกตึงถึงไหล่ กลั้นหายใจนับในใจ 1 2 3 4 5 หายใจออกท้องแฟบ นับในใจ 1 2 3 4 5 ทำใหม่นานสัก 10-20 รอบ ระวังอย่าหายใจเข้าออกเร็วเกินไปเพราะเลือดจะกลับสู่หัวใจไม่ได้ ทำให้หน้ามืดเป็นลมได้ ถ้าทำช้า ๆ นับช้าๆ จะไม่มีอันตรายแต่อย่างไร
     การหายใจตามวิธีนี้ควรทำบ่อยๆจนเป็นนิสัย เพราะจะช่วยลดความดันโลหิตและทำให้หัวใจทำงานได้ดีขึ้น

การหายใจมีระบบคล้องจองกับระบบวงจรการไหลเวียนของเลือดซึ่งมี 2 วงจร

  • วงจรที่ 1
    วงจรนี้ไหลเวียนตามระบบ เริ่มจากหัวใจส่งเลือดแดงไปเลี้ยงทั่วร่างกาย ส่วนที่สำคัญเมื่อเลือดแดงผ่านลงไปเลี้ยงสุดปลายเท้าส่งอาหารและออกซิเจนที่เส้นเลือดฝอยแลกเปลี่ยนเอาคาร์บอนไดออกไซด์ส่งกลับทางหลอดเลือดดำ ผ่านขึ้นตามขาเข้าช่องท้องผ่านกระบังลมเข้าสู่ช่องอกและคืนกลับหัวใจ
          การหายใจเข้าท้องป่องออกกระบังลมที่ปกติอยู่บริเวณลิ้นปี่จะลดต่ำลงเพื่อให้ปอดขยายได้เต็มที่ ช่องว่างที่หน้าอกเพิ่มขึ้น ทำให้ความดันในช่องอกลดลง แต่กระบังลมที่ลดต่ำลงจะเพิ่มความดันที่ช่องท้อง ทำให้มีความดันในเส้นเลือดดำเพิ่มขึ้นดันโลหิตดำไหลทะลักจากช่องท้องขึ้นสู่ช่องทรวงอก
  • วงจรที่ 2 
    วงจรนี้ไหลเวียนผ่านปอด เลือดดำที่หัวใจรับมาจากช่องทรวงอกไหลไปตามหลอดเลือดดำสู่ปอด ไปเส้นเลือดฝอยในถุงลมปอดที่มีประมาณ 300 ล้านถุง ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปและออกซิเจนเข้าไว้ในเส้นเลือดเปลี่ยนเลือดดำเป็นเลือดแดงไหลเข้าสู่หัวใจ เตรียมกระจายเลือดแดงไปเลี้ยงร่างกายตามวงจรที่ 1
          เมื่อหายใจออกกระบังลมยกสูงขึ้นปอดจะแฟบลงช่องในทรวงอกแคบลง ความดันในช่องท้องลดลง เลือดดำที่อยู่ใต้ช่องท้องจากขาทั้งสองข้างจะไหลพรูเข้ามาอยู่ที่ช่องท้องเพื่อจะไหลเข้าช่องอกตอนหายใจเข้า

สรุปเมื่อหายใจเข้า ช่องอกจะขยายตัวเพิ่มขึ้น ปอดขยายตัว หลอดเลือดดำจากหัวใจไปปอดขยายตัว เลือดดำไหลจากหัวใจไปปอดได้สะดวก เมื่อคายคาร์บอนไดออกไซด์และรับออกซิเจนเขามาเปลี่ยนจากเลือดดำเป็นเลือดแดงเสร็จแล้ว จะเป็นจังหวะที่หายใจออกความดันในหน้าอกเพิ่มขึ้นเลือดแดงจะถูกบีบกลับเข้าหัวใจโดยรวดเร็ว

วงจรทั้งสองนี้ถ้าไหลเวียนสะดวกความดันทั้งวงจรก็ลดลง ความดันในเส้นโลหิตก็จะลดลง

การหายใจ
     พูดเรื่องหายใจ ก็คือเรื่องการเอาอ๊อกซิเจนเข้าไปในปอด และเอาคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ออกจากปอด ปกติพวกเราถ้าไม่ได้ฝึกไว้เราจะหายใจสั้น ๆ เวลาขับรถนาน ๆ นั่งงอตัวอยู่ในจะทำให้เราเอาอ๊อกซิเจนเข้าไปในปอดได้น้อย และเอาคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ออกน้อยด้วย ในขณะเดียวกันในระหว่างที่เราใช้พลังงาน ซึ่งก็คือการเผาน้ำตาล ไขมัน โปรตีน ที่เรียกว่าการสันดาปให้ได้พลังงานออกมา จะเกิดคาร์บอนไดอ๊อกไซด์กับน้ำ คาร์บอนไดอ๊อกไซด์เป็นแก๊สจะขับออกทางลมหายใจ และน้ำจะถูกขับออกทางเหงื่อ ทางปัสสาวะ ในระหว่างที่นั่งขับรถแอร์เย็น ๆ เหงื่อจะไม่ออก ถ้าเราหายใจสั้น ๆ คาร์บอนไดอ๊อกซด์ก็จะเหลืออยู่ในเลือดอาจทำให้เลือดเป็นกรด จากกรดของคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ที่เรียกว่ากรดคาร์บอนิค ถ้าเลือดเราเป็นกรดเมื่อไหร่ เราก็จะมีอาการปวดเมื่อย หงุดหงิด ถ้ามีมากเกินไปมันไป มันไปอยู่ตรงไหนเราก็จะมีอาการปวดตรงนั้น เช่น เกิดอาการปวดหลัง ปวดเอว ปวดกล้ามเนื้อ คืออาการที่เราเป็นกันอยู่ประจำนั่นเอง
     ตอนแรกร่างกายเราต้องการใช้พลังงานจากแป้ง ก็คือน้ำตาล เวลาเราเผาผลาญจะเอาพลังงานจากแป้งคาร์โบไฮเดรท ร่างกายจะต้องใช้วิตามิน บี คอมเพล็กซ์ ทุกตัว เพื่อจะสลายแป้งให้ได้พลังงาน ในขณะเดียวกันแป้งที่ถูกสลาย จะเกิดของเสียสองตัวคือคาร์บอนไดอ๊อกไซด์กับน้ำ พอแป้งหรือน้ำตาลหมด ขั้นตอนต่อไปร่างกายจะเอาพลังงานจากโปรตีน
     การเผาผลาญโปรตีนให้ได้พลังงานจะต้องใช้วิตามินทุกตัวคือ วิตามิน B Complex วิตามิน เอ วิตามินอี รวมวิตามิน ซี ของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญโปรตีน นอกจากคาร์บอนไดอ๊อกไซด์กับน้ำแล้ว ยังมีแอมโมเนียออกมาด้วย ซึ่งแอมโมเนียนี้เป็นสารพิษอย่างแรงที่ตับจะต้องเปลี่ยนแอมโมเนียให้กลายเป็นยูเรีย คือปัสสาวะของเรานั่นเอง เพราะฉะนั้นถ้าหากเราเป็นโรคไต แล้วจะต้องขับรถนาน ๆ ควรจอดตามปั๊มเพื่อปัสสาวะก่อนที่เราจะปวดปัสสาวะ ตามหลักแล้ว คนเราจะปวดปัสสาวะทุก 2 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นถ้าขับรถนานเกินสองชั่วโมง เราก็ควรจะแวะปั๊มเพื่อไปปัสสาวะเพื่อเอาแอมโมเนียออกมา ผู้ที่เป็นโรคไตยิ่งต้องระวังให้มาก
    หลังจากใช้พลังงานจากโปรตีนแล้ว ร่างกายก็จะเอาพลังงานจากการเผาผลาญไขมัน ซึ่งก็คือน้ำมัน ถ้าหากเป็นของแข็งในอุณหภูมิห้องเราเรียกว่าไขมัน แต่ถ้าเป็นของเหลวเราก็เรียกว่าน้ำมัน แต่ความจริงมันเหมือนกันคือเป็นไตรกลีเซอไรด์ กลีเซอรัล เวลาเราจะเผาผลาญไขมันก็จะต้องใช้วิตามินทุกตัวมาช่วย คือ วิตามิน B Complex วิตามิน เอ วิตามินอี ยกเว้นวิตามินซีแต่ว่าของเสียก็ยังเป็นคาร์บอนไดอ๊อกไซด์กับน้ำเช่นอย่างเดิม ซึ่งยังคงต้องอาศัยการหายใจออกเพื่อที่จะขับพิษออกไป